Showing posts with label ขอวีซ่าคู่หมั้น. Show all posts
Showing posts with label ขอวีซ่าคู่หมั้น. Show all posts

Wednesday, August 17, 2011

ยกเลิกเดินทาง Nov23,2010

เรื่องราวผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ชีวิตที่ต้องต่อสุู้ยังไม่จบสิ้น หลังจากที่ฝันฝ่าอุปสรรคมานึกว่าเรื่องต่างๆๆคงจะจบลงด้วยดี แบบแฮบปี้เอนดิ้งไปแล้ว.....
ดาขอเล่าเรื่องราวต่อเลยหลังจากที่ได้รับวีซ่าคู่หมั้นแล้ว ดาเองก็ติดต่อแจ้งผลกับแม็ทให้ทราบ ทุกคนยินดีมาก และเราก็คุยกันต่อว่าจะเดินทางไปอเมริกากันอีกครั้ง พร้อมกับกำหนดวันเรื่องแต่งงานของเรา วันไหน ที่ไหนอีกครั้ง พร้อมกับได้ฤกษ์ยามงามดี Nov23,2010 เดินทางไปอเมริกาอีกครั้ง ดาเตรียมตัวช่วงสุดท้าย โทรลาเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องทั้งหลาย ใช้เวลาที่มีค่าที่สุดที่ได้อยู่กับลูกก่อนอำลากัน เพื่อนดาก็อาสาจะขับรถมาส่งที่สนามบินเรียบร้อยแล้วกำหนดเวลา และสถานที่กันเรียบร้อย เก็บกระเป๋าพร้อม เอกสารพร้อม ตรวจทานทุกอย่างพร้อม  (ลืมบอกไปว่าจองตั๋วเครื่องบิน Bristis Airine (one way)ในระยะสั้นเนี่ย แพงโครต แต่ก็ยอมจ่ายเพื่อต้องมาด่วน)     และแล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเหมือนสายฟ้าฟาด เปรี้ยง ใส่ที่สมองปริ๊ดแตก....
Nov22,2010 เวลา08.00 น.เป็นเวลาที่แม็ทจะโทรมาหาตามปกติเหมือนเช่นทุกวันและบอกว่ารักทุกวัน แต่คำกล่าววันนี้มาแปลกจิตมาก เปิดประเด็นเรื่องลูกอีกครั้ง ดาเริ่มที่สงสัยว่า แม็ทต้องการจะสื่ออะไร

Hi..How are you......Are you sure you want to come over here. I know you love your kids if you want to take care your kids.I'm OK. I understand this point.
You should live in thailand and take care your kids.Your kids need you. You cann't come back Thailand 2 years.It's long time.Your kids need you.I will come visit you on my vacation.Do you want to looking for the other man....
Da: For this minute, i will conflim to travel tonight.The plan don't change yet.If you want to make sure.I will talk with my kids agian in this evening. After talked with my kids i will tell you later. I explain about K1 visa if i didn't going this time .It's mean i can't to see you again forever.Do you understand..matt

หลังจากวางสายไปแล้ว กลับมาพิจารณาอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย จะทำอย่างไรดี ทุุกอย่างเตรียมพร้อมที่จะเดินทางแล้ว กระเป๋า สิ่งของ เสื้อผ้า แหวนแต่งงาน ชุดใส่วันงาน ของชำร่วย โอ๊ยอยากจะบ้าตายชีวิตฉัน

ตามหมายกำหนดการเดินทางเดิม Nov23,2010 สายการบิน BA10 Flifgt time 00.10-05.55 (BKK-LHR) และดาต้องเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ Check in time 10.00 p.m. on Nov22,2010
แสดงว่าดามีเวลาเหลือที่ต้องตัดสินใจเหตุการณ์วันนี้ เพียง 14 ชั่วโมง (เวลาตอนนี้ 11.00 น.และเวลาอเมริกา 5 ทุ่ม) ดาตัดสินใจโทรกลับมาใหม่เพื่อที่ต้องการจะคุยใหม่อีกครั้ง แต่แม็ทไม่รับสาย ดาพยายามคิดบวก และเข้าข้างตัวเองให้มากที่สุด แม็ทคงจะหลับไปมั้ง แม็ทหลับอยุู่.......

เวลา 11.00-16.00 น. พิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นอีก ทำไมแม็ทมาบอกเอาดื้อๆในเวลาสุดท้ายอย่างนี้ หรือว่าโรคเจ้าชายกลัวฝนกำเริบอีกแล้วเหรอ.....

                                 ที่กล่าวยังงี้ ต้องขอย้อนกลับที่สมัยที่อยู่อเมริกา แม็ทนะเป็นหนุ่มโสดจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยแต่งงาน มีผู้หญิงมาจีบก็เยอะ แต่ไม่เล่นด้วยเนื่องจากแม็ทวางแผนว่าจะครองโสดยังแก่ตาย ดันมาเจอนางฟ้าลูกสามอย่างดา เลยเปลี่ยนใจที่อยากจะมีคู่กับเค้าบ้าง อยู่มาวันหนึ่งก็มาหาที่บ้านพี่สาวคนไทยใจดี บอกกับเราว่าเค้าพร้อมที่จะแต่งงานกับดาด้วย เพียงแค่ไปจดทะเบียนและ Peace อย่างเดียวนะ ดาตอบตกลง เราทั้งคู่ก็เริ่มดำเนินการติดต่อหาสถานที่เพื่อทำการ Peace หาแหวนแต่งงานตามห้างร้านต่างๆ ไปที่คอร์ดยื่นเรื่องแต่งงาน ติดต่อจ้างทนายฝรั่งเพื่อยื่นวีซ่าแต่งงานให้ มีกิจกรรมอะไรอีกมากมายที่ต้องทำร่วมและเตรียมการ... จนมาเจอเหตุการณ์ข้ามคืนเพียงไม่กี่ชั่วโมง.... แม็ทก็มาหาที่บ้านแต่เช้ามาบอกยกเลิกสัญญาที่ให้ว่าจะแต่งงานด้วย อ้างว่ามัมมี่ไม่อนุญาติให้แต่งงาน ดานะนอนร้องไห้ทั้งคืนจนตาบวม ช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝันอย่างมากมาย เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ห่างกันแม็ทก็สามารถมาบอกยกเลิกสัญญากันได้..... แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่คาใจดา ถ้าเราไม่เคลีย์  ดาตัดสินใจโทรนัดขอคุยกับมัมมี่.. กับเรื่องที่แม็ทอ้างถึง..มัมมี่แจงว่า มัมมี่สนับสนุนให้แต่งงานกัน แต่มัมมี่คิดว่าต้องการให้มีเวลาเรียนรู้กันมากขึ้น เสนอให้ดากลับเมืองไทยก่อน และให้แม็ททำวีซ่าคู่หมั้นมาแต่งใหม่อีกครั้ง นั้นทุกอย่างที่เตรียมไว้คราวนี้ก็ต้องยกเลิกหมด เช่นเดียวกันชีวิตครั้งแรกในอเมริกา

และวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตดาอีกละ โรคเก่ากำเริบอีกแล้วเหรอ มาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องมาหักกลางคันอีกครั้งใช่ไหม.......

เวลา 16.15 น. คุยกับลูกอีกครั้ง เรื่องที่แม่ต้องเดินทางไปอเมริกา ลูกอนุญาตให้ไปแต่โดยดี
เวลา 17.00 น. โทรไปบอกแม็ทว่าลุกอนุญาตให้ไป น้ำเสียงแม็ทรับฟังเฉยๆๆ ไม่ถามอะไรมากมาย ดาเลยแกล้งบอกว่า ดาจะไม่เดินทางไปหรอกนะคืนนี้ ไม่มีการง้อให้ดาเดินทางมาหาเขาเลย มีแต่บอกว่า ไอเลิฟยู ไม่พูดไม่คุยเพิ่ม ดาเลยขอโทษที่โทรมารบกวนและขอวางสาย จากนั้น ดาก็รอ และรอให้แม็ทโทรมาง้อ ซึ่งปกติแล้วแม็ทจะโทรมาง้อเสมอ แต่วันนี้เงียบสนิท ดายังมีเวลาเหลืออีก 5 ชั่วโมงสำหรับเดินทาง ทุกนาทีที่เวลาเดิน ดานั่งจ้องแต่โทรศัพท์... แต่ไม่มีปาติหารย์เกิดขึ้น.... ทุกอย่างอยู่ในความเงียบสงบจากเสียงกริ่งโทรศัพท์ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ดาจะดันทุลังไปเพื่ออะไร ส่วนเพื่อนสนิทก็รอคำตอบว่าจะเอาอย่างไร และสนับสนุนให้เดินมาให้เห็นแจ้ง และคุยกันด้วยตัวเองเลย คือลุย แต่ใจดาท้อแท้แล้ว หมดแรงที่จะสู้ เคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่งและคราวนี้ก็เช่นเดียวกัน บอกเพื่อนสนิทว่าไม่ต้องแล้วละ ดาไม่เดินทางแล้ว ขอยกเลิกเดินทาง Nov 23,2010

นอนร้องไห้ทั้งคืนเมื่อคนเดียว แต่เวลาอยู่ใกล้ลูก ต้องสะกดน้ำตาไว้อยู่ภายในเบ้าตา ห้ามน้ำตาไหลออกมา แม่ต้องเข้มแข็ง ไม่อ่อนแอต่อหน้าลูก จำได้ว่าคืนนั้นเป็นคืนที่ยากต่อการนอนหลับต้องเพิ่งยา เป็นตัวช่วย



Tuesday, August 16, 2011

ติด 221G

หลังจากที่ติด 221G ยอมรับว่าจิตตก สับสนและวุ่นวาย คิดแก้ปัญหาตัวเองไม่ออกว่าต้องการอย่างไรดี ทำใจตั้งสติคิดเสมอว่า ปัญหามีทางออกเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะต่อสู้และเลือกแก้ปัญหาทางไหนที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง พูดกับตัวเองเสมอว่า เราต้องเข้มแข็งและอดทน เราจะผ่านเรื่องต่างๆด้วยดี แต่สิ่งที่น่าแปลก ปัญหาของเราเองจะแก้ไม่ค่อยออก ส่วนใหญ่จะเกิดอาการจิตตก สับสน ว้าวุ่น อาจเพราะเรามีความคาดหวังสูง เมื่อผิดหวังย่อมท้อแท้ เบื่อ เซ็งกับชีวิตอย่างมากมาย ดายอมรับว่าดาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ ดาตั้งและคาดหวังกับวีซ่าคู่หมั้นสูง ไม่เคยคิดเลยว่าต้องมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น ดาวางแผนเดินทาง กำหนดวันเรียบร้อยและกำหนดวันแต่งงานพร้อม แต่สัมภาษณ์ติด เหมือนล้มทั้งยืนอีกครั้งไม่เป็นท่า ทุกอย่างที่กำหนดไว้ ต้องยกเลิกหมดทุกอย่าง ดีใจที่มีกำลังที่ดีจากลูกๆ มากอดแม่ มาบอกรักแม่ทั้งคืนในวันนั้น ดาอยู่อย่างสงบ ทำจิตให้ว่าง

ดารอจนถึง Nov1,2010 ดาได้ Miss Call จากสถานฑูตสองครั้งในช่วงเช้า แต่ดาติดต่อกลับไปไม่ได้ ได้แต่ให้รอติดต่อกลับมาใหม่อีกครั้ง และเวลานั้นก็ติดต่อคุยกับทนายอเมริกันอีกท่านหนึ่งโดยเพื่อนแนะนำเข้าไปปรึกษา เรื่อง221G ทางทนายแนะนำให้เข้าแก้ไข แต่ดาต้องการยกเลิกวีซ๋าคู่หมั้น เพราะทำใจไม่อยากมาอเมริกาแล้ว แต่ทางทนายก็ยังยืนยันให้แก้ไข การกรอกขอเอกสารที่ทางบริษัททำผิดพลาดเรื่องลูกอยู่ดี โดยเสียเงินค่าทนายเพิ่มเคสนี้อีก 60000บาท เสียเงินเสร็จก็ลากลับ เดินเข้าลิฟท์เพื่อลงจากตึก เมื่อออกจากตึกได้สักพักก็ได้รับโทรศัพท์จากสถานทูตอีกครั้ง แจ้งให้ยื่นเอกสารความสัมพันธ์เพิ่ม โชคดีมากเลย เสียเงินค่าทนายเสร็จ รับแจ้งสถานทูตปั๊บ
....ทนายฝรั่งสบายเลยไม่ต้องทำอะไรลาภลอย อ้าปากเฉยๆหมูก็บินเข้าปาก....ดาได้รับวีซ่าคู่หมั้น Nov4,2010

วันสัมภาษณ์วีซ่าคู่หมั้น Oct 7,2010

วันนี้ก็มาถึงวันสัมภาษณ์วีซ่าคู่หมั้น

ดาได้รับอีเมล์จากสถานทูตแจ้งวันและเวลาสัมภาษณ์ในตอนเช้า พอสายๆจะได้รับทางโทรศัพท์แจ้งการยืนยันวันและเวลาสัมภาษณ์ พร้อมกับแจ้งให้มายื่นเอกสารก่อนเวลา 07.00น.

October 7,2010 time 13.00pm วันนัดสัมภาษณ์

เวลา 06.45น. นัดรับเอกสารจากบริษัท พอเข้าแถวแป็บเดียวก็มีเจ้าหน้ามาถามสัมภาษณ์วีซ่าอะไร เค1 คะ เจ้าหน้าที่พาไปที่ประตูกลางเพื่อรอเข้าก่อน ฝากมือถือ กล้อง สายหูฟังและร่มกับเจ้าที่ก่อน ตรวจกระเป๋าถือ ถุงเอกสารต่างๆ โดยการผ่านเครื่องเอ็กซเรย์ จากนั้นเดินเข้าไปที่ห้องรอสัมภาษณ์ได้เลย
07.10 น.จากนั้นเข้าแถวรอเจ้าที่ออกมารับเอกสารที่ช่องหมายเลขที่ 4 เพื่อตรวจสอบเอกสารทั้งหมดที่เตรียมมายื่นและขาดจะขอเพิ่ม เอกสารใบไหนที่ต้องใช้ตัวจริงหรือสำเนา ส่วนตัวเองตอบไม่ค่อยได้ และนี่คือข้อเสียที่เราไม่ได้ทำเองตั้งแต่แรก เลยไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง และไม่ได้มีเวลาตรวจสอบเอกสารก่อนว่ามีอะไรบ้าง พร้อมแจ้งว่าให้กลับไปก่อนและกลับเข้ามาใหม่ในเวลา 12.30 น.

เวลา 07.30-12.00 น. ฟรีไทม์ ดาตัดสินใจข้ามไปนั่งรอที่ร้านกาแฟที่ตึกสินธร เครียดนิดหน่อยเลยไม่ได้กินข้าว เออว่ากินไม่ลงนะแต่จริงๆก็หิวนะ

เวลา 12.10 น. กลัมมาที่สถานฑูต เพื่อรอสัมภาษณ์ แต่ยังมีเพื่อนชะตาเดียวกันอีก 4 คน เลยไม่เหงาเท่าไร

เวลา 13.45 น. เรียกสัมภาษณ์ที่ช่องหมายเลขที่ 6 สาวฝรั่งสวยแต่ไม่เคยยิ้มเลย ให้สแกนนิ้วมือ และสาบานตนว่าจะพูดแต่ความจริง..Yes i do..

คำถามแรก...ถูกตำหนิเรื่องการสมัครวีซ่าท่องเที่ยวแก่บุตรและพามาสัมภาษณ์เมื่อ September 26,2010 (ผลการสัมภาษณ์วันนั้น ก็ไม่ผ่านโดยท่านกงสุลให้บุตรเดินทางด้วยวีซ่าเค2 ก่อน ถ้าไปถึงแล้วไม่อยากที่จะอยู่ก็จะเปลี่ยนเป็นวีซ่าท่องเที่ยวให้ โดยมีอายุ 1 ปี)(ต้องขออธิบายต่อว่าทางบริษัทสมัครยื่นวีซ่าท่องเที่ยวให้ใหม่ เป็นNov 10,2010 เนื่องจากบุตรของพี่เดินทางไปด้วยเค2 ตอนนี้ไม่ได้ติดเรื่องที่เรียนในประเทศไทย) และเรื่องนี้พยายามอธิบายกับท่านกงสุล แต่เอกสารใบสมัครเค1ชุดนี้ทางบริษัททนายกรอกเป็นสมัครเค 2 แก่บุตรด้วย...โดนด่ายับเลยเรา..ดาพยายามชี้แจงว่า..ใบสมัครครั้งนั้นเราต้องการ เค2 ให้กับบุตร แต่ไม่ทราบว่ากระบวนการใช้เวลาการสมัครวีซ่าใช้เวลานานมากขนาดนี้(ปีกว่าแล้ว) โอ้ยเหนื่อยๆๆๆๆ

คำถามที่ 2-12 เป็นคำถามทั่วไป... ..แฟนชื่ออะไร นามสกุลอะไร สะกดอย่างไร นามสกุลออกเสียงอย่างไร เกิดวันที่เท่าไร ทำงานที่ไหน -เมื่อไร เจอกันที่ไหนอย่างไร ติดต่อกันทางไหน บ่อยแค่ไหน เวลาอะไร โชว์บิลค่าโทรศัพท์ให้ดูด้วย ใครในรูปนี้ ถ่ายกันที่ไหน

คำถามสุดหิน...วันที่คุณเดินทางกลับจากอเมริกาทำไมคุณถึงมีเงิน XX พันกว่าเหรียญ..ว๊าวโอ้แม่เจ้าตกใจสุดขีด..คำถามนี้มาได้อย่างไร...ตั้งสติตอบว่า เงินส่วนใหญ่ได้จากแฟนมอบให้ในวันที่เดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อมาใช้ระหว่างที่อยู่ไทย

แต่ท่านกงสุลตอบว่า ยูโกหก..โอโน..ดาตอบกลับว่า ไม่..ไอไม่เคยโกหก..ท่านบอกว่ามันมีอยู่ในเครื่องคอมและนามบัตรมาจากไหน ดาตอบว่าไปทานข้าวกับแฟน ท่านกงสุลบอกว่าเขาไม่เชื่อ แล้วเราจะตอบอย่างไรดีในเมื่อเราพูดความจริงแล้วท่านไม่เชื่อ อธิบายก็ไม่ยอมฟังและยังหาว่าเราเถียงกับข้อความในคอมพิวเตอร์ ดาเลยต้องสงบปากสงบคำ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี พร้อมกระนั้นท่านก็ส่งเอกสารที่สำคัญคืนมาให้ พร้อมกับพาสปอร์ต ดารู้ทันทีว่าเราไม่ได้รับวีซ่าแน่นอนเลย แต่ยังไม่ท่านพูดภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็วและออกนอกไมด์ ฟังไม่ออกเลยว่าท่านว่าอย่างไร ยอมรับว่าเบลอๆๆเหมือนกัน พร้อมส่งเอกสารให้หนึ่งชิ้นสีชมพู พร้อมข้อความว่า

Your case requires future investigation regarding the legitimacy of your relation and the various inconsistencies in the documents you have provided and the forms you have complete. We will contact you when have concluded the investigation. Please feel free to email us at the below email if you have any question and concerns.


เศร้ามากเดินออกจากช่องมาพักอารมณ์ที่เก้าอี้ระยะหนึ่ง เดินออกจากสถานฑูตได้รีบโทรหาแม็ทที่นอนรอฟังผลการสัมภาษณ์ แจ้งผลว่า ..ดาไม่ได้รับวีซ่า..เสียงแม็ทเศร้ามาก..แต่แม็ทก็ยังเป็นคนที่ให้กำลังที่ดีเสมอ บอกว่าดาไม่ต้องร้องไห้นะ อย่าร้องนะ..ยอมรับว่ากังวลมากกว่าเศร้า..

หลังจากนั้นรีบโทรแจ้งผลสัมภาษณ์กับทางบริษัท เล่าให้ฟังทุกคำถามและคำตอบ น้องเขาน่ารักมากเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ จนนั่งรถมาถึงหน้าตึกของบริษัท จึ่งได้ยินทวงค่าบริการครั้งสุดท้าย ที่ดายังไม่จ่าย ให้เข้ามาจ่ายด้วย แต่ยังไม่ได้ยินวิธีแก้ไขปัญหาให้ ขาเราเลยหยุดโอโตเมตริกอยู่ที่หน้าตึกของออฟฟิตน้อง เลยบอกว่า ดาปวดหัวและหิวมากด้วย จะเข้ามาจ่ายให้วันพรุ่งนี้ แต่จริงๆๆดาก็หิวมากด้วย.. นั่งรถถึงบ้าน.. เจอลูกถามถึงผลการสัมภาษณ์ บอกลูกว่าแม่ไม่ได้วีซ่า ลูกเข้ามากอดและบอกว่าอย่าเสียใจเลยแม่ อยู่กับลูกก็ได้...ดามีกำลังใจขึ้นหน่อย..แต่วันนี้ก็เป็นวันที่สุดหินและเศร้าใจสุดๆๆ ลาก่อนนะ October 7,2010 วันที่น่าจดจำไปนานอีกแสนนาน

จ้างทนายหรือทำเรื่องเองดีกว่า

อยากจะบอกกับเพื่อนๆๆ หรืออีกหลายคนที่กำลังตัดสินใจจะจ้างทนาย หรือดำเนินการยื่นขอวีซ่าคู่หมั้น ให้พิจารณาว่า เคสเรามีปัญหาด้านนี้ไหม เช่น เคยมีประวัติติดยา หรือค้ายาเสพติด อยู่เกินวีซ่า หรืออยู่ผิดประเภทวีซ่า  ที่กล่าวมาทั้งหมด มีความเป็นที่ต้องใช้ทนาย แต่ถ้าเรามีประวัติที่ดี ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องใช้ทนาย เราสามารถยื่นเรื่องขอเองได้ ไม่ต้องเสียเงินไปจ้างทนายหน้าไหนทั้งสิ้น
เอาละกับมาที่เรื่องของดา ดาตัดใจเลือกใจบริการทนาย เพราะเหตุุผลที่คิดว่า การใช้บริการทนายสามารถช่วยทำให้เคสดา ดำเนินการได้รวดเร็วกว่าดำเนินการเองและไม่มีเวลาทำเองเนื่องจากติดทำงานปประจำอยู่ และดามีความต้องการอยากเดินทางมาอเมริกา ภายใน 4-6 เดือนข้างหน้า และต้องการใช้สิทธิ์เรื่องเรียนสำหรับลูก  ดายอมจ่ายค่าทนายยื่นเรื่องขอวีซ่าคู่หมั้น 50000 และลูกคนละ 15000 มีลูกสามคน รวมเคสดาทั้งสิ้น 95000 บาท วันทำสัญญา ทนายจะให้เราจ่ายมัดจำ 50% และชำระส่วนที่เหลืออีกครั้งในวันที่เรียกสัมภาษณ์วีซ่า...อยากจะบอกว่าคิดผิดมากที่เลือกใช้บริการทนายคนไทย ตอนนั้นดาไม่มีประสบการณ์และไม่รู้จักใครเป็นพิเศษ ดาเสริชหาบริษัทรับทำวีซ่าจากทางอินเตอร์เน็ต พิจารณาที่รูปเพทสวยงาม มีตัวอย่างคนเคยทำที่บริษัท ยอมรับว่าดูน่าเชื่อถือมาก การแต่งกายของทนายวันนัดเจอทำสัญญาดูดี สอาด ใส่สูทหล่อเหลาเอาการ พูดจาดีมีหลักการ สถานที่อยู่ในทำเลที่ดี(อโศก) แต่ที่สำคัญทนายรายนี้รับปากว่าเคสดา เค้าสามารถช่วยดำเนินการให้ดาได้รวดเร็ว ไม่น่าเกินสี่เดือน เนื่องจากดูและพิจารณาเอกสารต่างๆๆ ที่มีอยุู่ ดาไม่มีปัญหาอะไรเลย เอาละตรงกับความต้องการของดาที่อยากได้ แต่ดาก็หาบริษัททนายฝรั่งเพื่อเปรียบเทียบ ทางนั้นจะตอบว่า เค้าไม่สามารถรับปากได้ว่า จะเป็นเมื่อไหร่ (เรื่องนี้คือเรื่องจริงคะ เจอกับตัวเองแล้วถึงจะทราบว่า ไม่สามารถกำหนดได้ว่าเมื่อไหร่) ดาเลยตัดสินใจใช้บริการกับบริษัททนายไทย จ่ายเงินสัญญาทำวันแรก 47500 บาท สบายใจ  ตัวเบากลับบ้าน...
เรื่องไม่จบเพียงแค่นี้หรอกคะ กว่าจะมารู้ว่าเป็นทนายเทียมก็เรื่องผ่านไปเกือบสามเดือนแล้ว เรื่องดา ยังอยู่ในขั้นเตรียมส่งเอกสาร กรอกแบบฟร์อมยังไม่เรียบร้อยเลย ถามอะไรก็ขอเวลาตอบกลับ ตอบและอธิบายทันทีไม่ได้ นั่นละดาต้องวีนถามจริงๆเถอะ คุณเป็นใครกันแน่ จนทนายเทียมยอมรับว่าเค้าไม่ใช่ทนายแท้ แต่รูปทนายที่แขวนข้างผนังห้องประชุมเป็นของเพื่อนเรียนกันแต่คนละคณะ งัยละงานเข้า ดาดันลาออกจากที่ทำเพื่อเตรียมตัวรอไปอเมริกา กรรมจริงๆ คำเตือนอย่าหลงเชื่อใครๆง่ายที่การแต่งตัวดี ของแบบนี้สร้างภาพกันได้ แต่ส่วนตัวมองลักษณะทนายเทียมน่าจะซื่อดี ไม่หลุกหลิกเวลาคุยด้วย เนี่ยขนาดมองหลายด้านแล้วยังพลาด ขอเตือนอีกเรื่อง ถ้าใครมีความจำเป็นต้องใช้ทนายขอให้ใช้ทนายอเมริกันเลยดีที่สุด... เจอเด้งที่สอง ดาเสียเวลากับบริษัทนานมากเวลาผ่านไปเกือบ 5  เดือน กว่าจะส่งเอกสาร Packet 1(July 20,2009-Nov 7,2009)  แถมเจอ NOA1 เพราะกรอกเอกสารผิด ให้กรอกเอกสารกลับไปให้ใหม่ และต้องส่งกลับมาที่อเมริกาอีก   นานโลด วิกฤตเจออีกมากมายเล่าสิบปีก็ไม่จบ เก็บไว้จะมาเล่าใหม่นะคะ
My photo
ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ ยังมีโมหะ โทสะ โลภ โกรธและหลง เหมือนกับคนอื่นๆ แต่ทุกลมหายใจ ณ.เวลานี้ มีแต่วันนี้และพรุ่งนี้ คิดดี ทำดี และเป็นกัลยาณมิตรที่ดี สร้างกุศลให้ลูกหลาน