Showing posts with label ธรรมสอนใจ. Show all posts
Showing posts with label ธรรมสอนใจ. Show all posts

Tuesday, June 5, 2012

ฉลาดผูก ฉลาดแก้

ธรรมะจากวัดเทวราชเวนิส ประเทศอิตาลี
5 มิถุนายน 2555

"ฉลาดผูก..ฉลาดแก้"

เมื่อพูดถึงความฉลาด..เชื่อแน่ว่าทุกท่านอยากจะเป็นคนฉลาด คนเก่ง ( เก่งอย่างเดียวไม่พอ..ต้องมีบุญประกอบด้วย) ความฉลาดนั้น ไม่ได้มีเท่ากัน ไม่ได้ฉลาดไปเสียทั้งหมด บางคนฉลาดเพื่อจะทุจริตคิดคดโกง บางคนฉลาดเพื่อส่วนรวม บางคนฉลาดเพื่อพัฒนา เป็นต้น
ในการอยู่ร่วมกันในสังคม ย่อมจะมีปัญหาน้อยใหญ่เข้ามากระทบกระทั่งกันบ้าง นั่นเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อปัญหาเกิดขึ้นกับเราแล้ว สิ่งสำคัญเราจะต้องมีปฏิภาณ คือความฉลาด มาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ส่วนใครจะฉลาดมาก ฉลาดน้อย ย่อมแล้วแต่ความรู้ที่ได้เล่าเรียนได้สัมผัสมาถ้ามีความรู้มาก ก็ยิ่งมีกำลังสามารถมาก ถ้ามีความรู้ความฉลาดน้อย แต่ได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติม ก็อาจจะฉลาดได้

แล้วเราควรฉลาดอะไร..? เราอาจจะฉลาดในเรื่องวิชาการ หลักการ ควรรู้ จบปริญญา ฯลฯ เป็นต้น แต่นั้นก็ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงอยู่ในโลกสังคมนี้ เราควรมีความฉลาดรอบคอบ นั้นคือ ฉลาดผูกและฉลาดแก้

คนบางคนเพียงแต่ฉลาดผูกแต่ไม่ฉลาดแก้หรือเพียงแต่ฉลาดแก้แต่ไม่ฉลาดผูก ก็ย่อมที่จะไม่อำนวยให้ชีวิตของเขาประสพความสำเร็จได้ ต้องฉลาดทั้งผูกและฉลาดทั้งแก้ เราเรียกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลาย ๆ ด้านว่า เป็นผู้มีความสามรถสูงนั้น ในความเป็นจิรงแล้ว ความสามารถดังกล่าวก็คือความเป็นผู้ฉลาดผูกฉลาดแก้นั่งเอง

คำว่า ฉลาดผูกนั้น หมายถึง ให้เรารู้จักผูกไมตรี ให้มีมนุษย์สัมพันธ์ในสังคม เราต้องยอมรับความจริงว่า คนเราจะอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ นักปราชญ์กล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาโดยหวังที่จะให้อยู่กันเป็นหมู่เป็นสมาคม ต้องพึ่งพาอาศัยกันช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จึงจะมีความสุข สมกับเป็นมนุษย์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า คนที่จะมีพวกพ้องเพื่อนฝูงมาก หรือ ควบคุมบริษัทบริวารให้มีความรักใคร่สนินสนมกับตนได้นั้น ต้องประพฤติตามหลักธรรมสำหรับยึดเหนี่ยวน้ำใจคน ที่เรียนกว่า สังคหวัตถุ เพราะเป็นความประพฤติอันดีงาม สามารถเหนี่ยวรั้งน้ำใจผู้อื่นให้รักใคร่เคารพนับถือทั้งต่อหน้าและลับหลังอย่างไม่จืดจาง สังคหวัตถุ 4 ประการคือ 1. ทาน การให้ 2.ปิยวาจา พูดวาจาไพเราะ อ่อนหวาน 3. อัตถจริยา ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และ 4. สมานัตตตา การวางตนเสมอต้นเสมอปลายไม่ถือตัว

ส่วนคำว่า ฉลาดแก้ หมายถึง ความฉลาดสามารถในการแก้ไขปัญหา หรือความยุ่งยากของชีวิต
มนุษย์เรานั้นมีความยุ่งอยู่ 2 อย่าง คือ 1.ยุ่งภายใน 2.ยุ่งภายนอก ยุ่งภายในนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ คือ จิตใจดิ้นรนกระวนกระวาย ไม่มีความสงบ เพราะถูกความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าครอบงำ ขาดความอิสระ ขาดความสุขใจ เมื่อเกิดความยุ่งภายในขึ้น ถ้าระงับไว้ไม่อยู่ก็แสดงออกมาภายนอกทางตาบ้าง ทางปากบ้าง ทางมือบ้าง ทำให้พฤติกรรมทางกาย วาจา ของเราผิดปกติไป ส่วนยุ่งภายนอก หมายถึง ยุ่งเรื่องทรัพย์สมบัติ เรื่องญาติพี่น้อง เรื่องการอุปโภคบริโภค สาเหตุที่มนุษย์เราต้องยุ่งกันอย่างนี้ ก็เพราะความอยาก ซึ่งความอยากก็มีหลายประเภท เช่น อย่างมี อยากเป็น อยากรวย อยากสวย อยากสุข อยากสบายเป็นต้น ความอยากแต่ละอย่าง เกิดขึ้นที่ใจก่อน เมื่อใจเกิดอยากขึ้นแล้วก็เป็นเหตุให้มีการกระทำทางกาย ทางวาจา อยากอย่างใด ก็ทำอย่างนั้น ทำให้พอแก่ความอยาก แต่ใจของเราไม่เคยรู้จักพอ พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักเต็ม จึงทำให้คนเราต้องลำบากเดือนร้อน ดังนั้นเมื่อเกิดความอยากขึ้น ท่านบอกให้ฉลาดในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ความรู้จักพอประมาณ พอดี พอเพียงนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลาย เมื่อทราบชัดข้อนี้แล้ว ควรเป็นผู้ฉลาดผูก และเป็นผู้ฉลาดแก้ไข แล้วน้อมนำหลักธรรมนี้ไปพิจารณาด้วยปัญญาอันชอบ แล้วปฏิบัติตามกำลังและโอกาส ย่อมก่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตตลอดไป.

พระมหาวินัย วินยธโร
เจ้าอาวาสวัดเทวราชเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี


โดย... ดาขอทำหน้าที่เป็นสะพานบุญแก่ เพื่อนๆทุกคนที่แวะมาเยี่ยมเยียนที่บ้านหลังนี้ ขอให้เพื่อนๆ มีความสุขทุกคนเทอญ

Tuesday, May 29, 2012

คนเช่นไรจึงจะหาทรัพย์ได้

คนเช่นไรจึงจะหาทรัพย์ได้

คำว่า “ทรัพย์” มี 2 อย่างคือ โลกิยทรัพย์ ได้แก่ สมบัติ เงิน ทอง เป็นต้นอันเป็นทรัพย์ภายนอก และ โลกุตรทรัพย์ ได้แก่ 
สัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ 
ศีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย 
หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต 
โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป 
พาหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามาก คือ ทรงจำธรรมและรู้ศิลปะวิทยามากมาก
จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน ปัญญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ อันเรียกได้ว่าเป็นทรัพย์ภายใน  

 ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะแต่โลกิยทรัพย์เท่านั้น ขึ้นชื่อว่า “ทรัพย์” ใครก็อยากได้ ใครก็ปรารถนา เพราะ “ทรัพย์” นั้นจะกล่าวไปก็คล้ายกับแก้วสารพัดนึก สามารถจะดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเจ้าของได้ คนมีทรัพย์จะได้รับการยกย่องเชิดชู

 ในครั้งพุทธกาล พระราชาทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง“เศรษฐี” มีธนัญชัยเศรษฐี อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น ปัจจุบันนี้ คนมีทรัพย์ ใครๆ ก็นับเป็นญาติ ไปไหนมาไหนทุกคนก็เกรงใจให้เกียรติ ทุกคนจึงแสวงหาแต่ทรัพย์กัน วันๆ หนึ่งคนเราจะสาละวนยุ่งอยู่กับธุระหน้าที่การงาน ก็เพื่อทรัพย์ทั้งนั้น คนไม่ขยันก็ไม่สามารถจะหาทรัพย์ได้ ต้องเป็นคนขยันเท่านั้น

 คนเช่นไรได้ชื่อว่าเป็นคนขยัน คนขยันมีลักษณะ คือ คนขยันจะก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่เกี่ยงว่า อากาศมันหนาวเกินไป อากาศมันร้อนเกินไป ทำงานได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะอยู่ในสภาพดินฟ้าอากาศอย่างไร ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งว่า เวลานี้เย็นแล้วแล้วพรุ่งนี้ค่อยทำเถอะ เวลานี้ยังเช้าอยู่สายหน่อยค่อยทำ ไม่ปริปากบ่นว่า หิวมากขอกินก่อน กระหายนักขอดื่มก่อน ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า คนขยัน
แต่คนอีกประเภทหนึ่ง ไม่จัดว่าเป็นคนขยัน คือขยันในการขอ คนประเภทนี้ไม่ยอมทำการทำงาน ทั้งๆ ที่อวัยวะก็มีครบทั้ง 32 ประการ ไม่พิกลพิการในส่วนใด เที่ยวขอเขากินเรื่อยไป คนประเภทนี้ไม่จัดว่าเป็นคนขยัน ถึงจะขยันก็ขยันแบบขี้เกียจ คนขยันต้องขยันในการทำงาน ที่เกิดขึ้นจากน้ำพักจ้ำแรงของตนอย่างมีเกียรติ ไม่กินแรงผู้อื่น ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่เป็นผู้ที่ถูกดูหมิ่นดูแคลนจากผู้อื่น คนพิการทางร่างกาย อวัยวะไม่สมประกอบ ไม่สามารถประกอบกิจในหน้าที่การงาน คือทำมาหากินได้ อย่างนี้สมควรจะได้รับความเมตตาจากผู้คน
ก็เป็นอันว่า คนขยันเท่านั้นจึงจะหาทรัพย์ได้ คนขี้เกียจไม่ต้องพูดถึง ความสำคัญของการที่ได้ทรัพย์มาแล้วจะทำอย่างไร จึงจะรักษาทรัพย์นั้นไว้ได้ ถ้าหากหามาได้แล้วเก็บไว้ไม่อยู่มันก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนเอาภาชนะก้นกลวงไปตักน้ำ ตักได้น้ำเต็มภาชนะแล้วน้ำไม่อยู่จะมีประโยชน์อะไร
ประโยชน์ของการมีทรัพย์อยู่ที่การรู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้นั้นไว้ให้ได้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แนะวิธีรักษาทรัพย์ที่หามาได้ว่า “ผู้ขยันในหน้าที่การงาน ไม่ประมาท เข้าใจจัดการเลี้ยงชีวิตพอสมควร จึงรักษาทรัพย์ที่หามาได้” พระพุทธภาษิตบทนี้ ได้ตรัสสอนผู้ที่แสวงหาทรัพย์มาได้แล้ว จะรักษาทรัพย์นั้นไว้ให้ได้ จะต้องไม่ประมาทในทรัพย์นั้

 อย่างไรจึงได้ชื่อว่า ประมาทในทรัพย์ คนบางคนแสวงหาทรัพย์มาได้โดยง่าย เมื่อได้มาแล้วก็ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักเก็บหอมรอมริบเอาไว้ใช้ในยามคับขันจำเป็น ด้วยคิดเห็นว่า เงินทองจะเอาเท่าไรก็ได้ บางรายใช้จ่ายเกินตัว อย่างนี้จะมีเงินที่ไหนไปเก็บ การที่จะรักษาทรัพย์ไว้ได้อยู่ที่การรู้จักประหยัด รู้จักมัธยัสถ์ โดยนิสัยคนไทยเราเป็นคนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่ค่อยรู้จักประหยัด ชอบฟุ้งเฟ้อไปตามกระแสแฟชั่น อะไรที่ใหม่ๆ เข้ามาก็จะพากันนิยมชมชอบ ถึงแม้ราคาจะแพง ก็พยายามขันแข่งกันมีให้ได้ เข้าทำนองที่ว่า “รายได้น้อยแต่รสนิยมสูง” อย่างนี้ได้ชื่อว่าประมาทในทรัพย์
ให้เข้าใจจัดการเลี้ยงชีวิตพอสมควร หมายความว่า ให้จับจ่ายใช้สอยเลี้ยงชีวิตให้พอเหมาะพอควรแก่ทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองจนเกินไป และก็ไม่ให้ฟุ่มเฟือยจนเกินไป บางคนทำมาหาได้ แทนที่จะนำทรัพย์นั้นมาใช้จ่ายให้มีความสุขบ้าง ก็เก็บไว้หมด แต่ตัวเองกลับอดอยาก อย่างนี้ก็ไม่ถูก หรือฟุ่มเฟือยเกินไป พอทำมาหาได้ก็กินแต่อาหารดีๆ แพงๆ ไม่พอเหมาะพอควร ต้องควบคุมให้อยู่ในความพอเหมาะพอควรแก่ทรัพย์ที่หามาได้

 การที่จะใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได้นั้น จะใช้จ่ายอย่างไรจึงจะถูกต้อง จึงจะดี ก็ต้องใช้จ่ายในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ประโยชน์ที่เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ที่มีอยู่ ท่านกล่าวไว้ 5 อย่าง คือ
1. ใช้เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงบิดามารดา เลี้ยงบุตร ภรรยา เลี้ยงลูกจ้าง คนงานให้เป็นสุข
2. ใช้เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข
3. ใช้บำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่างๆ
4. ใช้ทำพลีกรรม คือ สงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ถวายหลวง มีเสียภาษีอากรเป็นต้น ทำบุญอุทิศให้เทวดา
5. บริจาคทานแก่ สมณะ ชีพราหมณ์ ผู้ประพฤติชอบ



  ผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อบ้านหรือแม่บ้าน ถ้าประสงค์จะให้ครอบครัวของตนมีหลักฐานมั่นคง มีความสุข ต้องปฏิบัติตามธรรมดังกล่าวมา เพราะเมื่อต่างคนต่างนำเอาหลักธรรมดังกล่าวนี้ไปประพฤติปฏิบัติแล้วแต่ละครอบครัวก็จะมีหลักฐานมั่นคง อยู่กันอย่างมีความสุข เมื่อครอบครัวมั่นคงเป็นสุขแล้ว ประเทศชาติก็จะมีหลักฐานมั่นคงไปด้วย

พระมหาวินัย วินยธโร
วัดเทวราชเวนิส เมืองเตรวิโซ่ ประเทศอิตาลี

โดย...ดาขอทำหน้าที่เป็นสะพานบุญแก่เพื่อนๆทุกคนที่แวะเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขถ้วนหน้า สาธุ สาธุ


ตัวตน

"ตัวตน"

เมื่อพูดถึงตัว..ตน สรุปง่าย ๆ ก็คือ ร่างกายของเรานี่เอง ในร่างกายของเรามีอะไรบ้าง..? ตอบว่า..ก็มีตา หู จมูก ลิ้น หัว แขน ขา เหล่านี้เป็นต้น ท่านเรียกว่า กาย คือองค์ประกอบของร่างกาย ส่วนอีกอย่างที่สำคัญมากกว่ากายนั้นก็คือ ...ใจ
...
ใจ... ถ้าไม่รักษาคุ้มครองป้องกันไว้ให้ดี ปล่อยให้ตกไป ในอารมณ์ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจซึ่งมากระทบประสาททั้ง ๕ แล้ว ส่งเข้าไปหาจิตให้รับรู้แล้วสั่งการ ให้ทำกิริยาวาจาต่างๆ ตามความประสงค์ จิตเปรียบเหมือนนาย กายเปรียบเหมือนบ่าว อนึ่งเปรียบจิตเหมือนกับคนเชิดหุ่น กายเหมือนหุ่น กาย วาจา เมื่อทำเมื่อพูด ก็ทำก็พูด ตามที่จิตสั่ง หุ่นจะกระดิกพลิกแพลงเคลื่อนไหวจะโยกซ้ายย้าย ขวาไปข้างหน้าหรือข้างหลังด้วยท่าทางต่างๆ ก็เพราะอาศัยคนเชิดชักสายให้เป็นไปอย่างนั้น เมื่อตน คือจิต ผู้สั่งการไม่ควบคุมรักษา ย่อมจะทำผิดพูดผิดคิดผิดได้ ไม่เป็นไปเพื่อ ประโยชน์ มีแต่เกิดทุกข์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น เพราะไม่รักษาตนปล่อยให้ตกอยู่ในอำนาจ ของกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ที่ชักให้ใคร่ให้หลง

เพราะฉะนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลาย เมื่อทราบชัดเช่นนี้แล้วว่า ตนคือร่างกายของเรานี้มีอยู่ 2 ส่วน คือ กายและใจ กายนั้นอยู่ลำพังไม่ได้ต้องมีใจคอยบังคับบัญชา ใจก็เช่นเดียวกัน จะอยู่ลำพังได้ต้องมีกายคอยสนองตอบความต้องการ ฉะนั้นกายและใจจึงอาศัยซึ่งกันและกัน แต่ใจนั้นจะมีอำนาจบัญชาการได้ทุกอย่าง เมื่อเราทราบว่าใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธานแล้ว ควรรักษาใจ บำรุงรักษา ไม่ปล่อยให้ใจตกไปในอารมณ์ที่ไม่ถูกไม่ควร ถ้าเราบริหารใจของเราให้อยู่ในครรลองคองธรรมได้แล้ว ก็ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นผู้มีตน..คือเป็นคนที่ประกอบด้วยความดีอย่างสมบูรณ์.

พระมหาวินัย วินยธโร
เจ้าอาวาสวัดเทวราชเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี



โดย..ดาขอทำหน้าที่เป็นสะพานบุญแก่เพื่อนๆที่แวะมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้ ขอให้เพื่อนๆมีความสุข มีสติยิ่งขึ้นเทอญ สาธุ สาธุ

Thursday, September 15, 2011

ปัจจุบัน...บ่งอดีตชี้อนาคต

ปัจจุบัน นั้นผล ที่ตนทำ
เนื่องด้วยกรรม ในอดีต เครื่องขีดเส้น
ส่งผลให้ ได้ชั่วดี ตามที่เป็น
ดีบำเพ็ญ ปัจจุบัน สุขสันต์ใจ

ปัจจุบัน นั้นชี้ว่า อนาคต
จะหมดจด ทุกข์เหงา เศร้าโศกศัลย์
สร้างกรรมดี มีน้ำใจ ให้แบ่งปัน
ย่อมสุขสันต์ วันหน้า อย่ากังวล

หากทุกข์เหงา เศร้าระทม ไม่สมหวัง
อย่าได้นั่ง เสียใจ ให้หมองหม่น
เริ่มสร้างคุณ หนุนช่วย อำนวยตน
สุขเป็นผล แห่งกรรมดี มีแน่นอน ฯ

By..Apichai Abhijayo

ชอบ...นำเจริญเพลินสุข

ชอบยิ้มแย้ม แจ่มจิต ผูกมิตรง่าย
จิตผ่อนคลาย ชอบเมตตา อุราใส
ชอบช่วยเหลือ เกื้อกิจ มิตรอุ่นใจ
ห่างเภทภัย ไกลช้ำ ชอบกรรมดี

ชอบเรียนรู้ ครูปราชญ์ ไม่ขาดชม
ชนนิยม ชอบคำสัตย์ ไกลบัดสี
ชอบบัณฑิต ปิดพาล สำราญมี
ย่อมสุขี ชอบบุญ เครื่องหนุนใจ

ชอบคิดดี มีจิตผ่อง ไม่หมองเศร้า
จิตไม่เหงา ชอบสงบ พบสุกใส
ชอบเจริญ เพลินสุข ไม่ทุกข์ใจ
ทำตัวไกล จากบาป จิตหยาบทราม ฯ

By..Apichai Abhijayo


Wednesday, September 14, 2011

ขอให้มีเพียงฝัน

*-*ธรรมะสเตือนจิต ข้อคิดเตือนใจ*-*ธรรมะสู่ดวงใจ*-*

เราคือหนึ่งคน ที่ต้องทนฟันฝ่า พลังศรัทราคือสิ่งดี
ได้มาเท่ากัน เหมือนกันทุกที่ เตรียมใจที่มีให้มั่นคงเข้าไว้

ขอเพียงแค่ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึงที่จุดหมาย
โปรดจงมั่นใจ ที่ทำลงไปนะถูกแล้ว
อย่าฟังคำคน อย่าสนใจใคร อย่าเปลี่ยนแนว
คนแน่แน่วเท่านั้น คือ ผู้ชนะ ผู้ที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ชนะใจตัวคุณเอง.....

สว่างตาด้วยเเสงไฟ สว่างใจด้วยเเสงธรรม
By..ธรรมะสู่ดวงใจ วัดระฆังโฆสิตาราม วรวิหาร

คำพูดหยาบ..ไม่ดี มีแต่โทษ

คำหยาบช้า ด่าทอ เป็นบ่อโทษ
เหตุจิตโกรธ ขัดเคือง เรื่องเสียหาย
เพราะการด่า ฆ่าฟัน ยิงกันตาย
เห็นมากมาย ตายเพราะด่า วาจาตน

ปัญญาชน คนดี มีขันติ
ตั้งสติ ใจอย่าลุ อกุศล
เมื่อขัดเคือง เรื่องขื่นขม ข่มใจตน
ให้หลุดพ้น อำนาจโกรธ อย่าโทษใคร

คำชั่วหยาบ ทราบดี ว่ามีโทษ
เมื่อจิตโกรธ ด่าทอ ก่อโทษใหญ่
ไม่น่ารัก จักก่อทุกข์ ไม่สุขใจ
จักนำภัย สู่ตัว หมองมัวตน

ไม่มีใคร ได้ดี วจีหยาบ
ขอพึงทราบ ก่อทุกข์ภัย ไกลกุศล
การพาที วจีหยาบ ทราบใจคน
ปัญญาชน เว้นรอบ ไม่ชอบใจ

คนจัญไร ใจยินดี วจีหยาบ
พึงกำราบ คนเลว ที่เหลวไหล
ด้วยคำจริง อิงธรรม ประจำใจ
ขับพาลไกล ด้วยวจี ที่มีธรรม ฯ
by..Apichai Abhijayo
( ศึกษาพระธรรมปริญญาโท มหาลัยเดลี ประเทศ India)

My photo
ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ ยังมีโมหะ โทสะ โลภ โกรธและหลง เหมือนกับคนอื่นๆ แต่ทุกลมหายใจ ณ.เวลานี้ มีแต่วันนี้และพรุ่งนี้ คิดดี ทำดี และเป็นกัลยาณมิตรที่ดี สร้างกุศลให้ลูกหลาน