Showing posts with label จุดเริ่มต้น. Show all posts
Showing posts with label จุดเริ่มต้น. Show all posts

Tuesday, August 16, 2011

เสน่ห์หญิงไทย

หลังจากดาได้เดินกลับมาถึงประเทศไทย ได้อยู่ร่วมกับลูกๆๆ อีกครั้ง ดาได้มีความสุขอีกแบบกลับมา คำว่าครอบครัวแม่ลูก ทุกสิ่งและความทรงจำอเมริกา ดาจะพยายามลืมให้หมดและหมดหวังกับคำว่าชีวิตใหม่แล้ว ลืมเล่าไปว่า ปัญหาที่สรุปไม่ลงตัวซะทีก็คือเรื่องแม็ทเป็นโรคกลัวโดนหลอกขึ้นสมองและโรคเจ้าชายกลัวฝน รู้สึกว่า ถ้าเราจะเดินเรื่องต่อระหว่างเรา ดาต้องผ่านด่านอรหันต์นี้ให้ได้ก่อน เมื่อไหร่ที่แม็ทพร้อม แม็ทคงจะติดต่อกลับมาเองละ ดาก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับลูก กินไป เที่ยวไป ตามประสาคนหาเช้ากินค่ำ แต่แล้วก็มีวันหนึ่งเกิดขึ้นได้ ปกติแม็ทจะโทรมาหาดาทุกวัน ถามสาระทุกข์สุขดิบทั่วไป แต่ก็ได้ยินวันหนึ่งจนได้ว่า เขาพร้อมที่จะเดินทางมาหาดาที่ไทย แม็ทบอกว่า เขานะลางานได้แล้วและทนคิดถึงดาไม่ไหวแล้ว อยากเจอ อยากเห็นหน้า ไชโย วันนั้นก็มาถึงแล้ว ดารีบให้แม็ทจองตั๋วเครื่องบินมาด่วน ในสมองคิดแล้ว ดาจะเอาแม็ทไปเที่ยวไหน กินที่ไหน พักที่ไหน สมองสั่งงานทันทีแหมทำให้นึกถึงคำว่า เสน่ห์หญิงไทย ขึ้นมาคงจะเป็นจริงบ้างนะ.............
และแล้ววันที่แม็ทเดินทางมาไทยครั้งแรกก็มาถึง June 9,2009-July4,2009 ทริบนี้สามสัปดาห์ ดาได้จัดทัวร์พาเที่ยวสถานที่สำคัญหลายที่ พระราชวังวัดพระแก้ว พระที่นั่งวิมานเมฆ พิพิธภัณฑ์ ดูหุ่นละครเล็กอักษรา ทานอาหารโรงแรมดีๆๆ หรูๆๆ เรียกว่าแนะนำสถานที่ให้ต่างชาติเห็นว่า ประเทศไทยเราก็มีดีเหมือนกัน ไม่น้อยหน้าอเมริกาหรอก.........
ทัวร์ต่างจังหวัดก็ไปทัวร์ไหว้พระ 9 วัดที่อยุธยากับแม่ เอาเงินดอลล่าห์เข้าวัดไทยหน่อย ช่วยวัดไทยหาเงินเข้าวัดบ้าง ช่วยกันๆ ต่อจากนั้นก็ทานอาหารเที่ยงที่ร้านริมน้ำเจ้าพระยา ...มีเรื่องเล่าต่อจากร้านริมน้ำเจ้าพระยาที่น่าขำ อเมริกาส่วนใหญ่อาหารจะเป็นอาหารแช่แข็ง ไม่ค่อยได้กินอะไรที่สดๆๆ บังเอิญมื้อนั้น ดาสั่งกุ้งแม่น้ำเผาสัก 4 ตัวแต่เรามากัน 3 คน คือ แม็ท ดา และแม่ น่าขำที่อเมริกันแม็ท ถามแบบสุภาพ ว่าคุณต้องการทานไหมในส่วนที่เป็นของเรา ถามย้ำแล้วย้ำอีก จนแม่แบบบอกว่า สงสัยแม็ทอยากจะทานมั้ง ตกลงสรุป กุ้งเผาจานนั้น เรายกให้แม็ททานหมดทั้งจาน น่ารักจริงๆแม่เรา แม่บอกว่าพวกเรากินเมื่อไหร่ก็ได้ให้แม็ททานเถอะ......................
ทัวร์ต่างจังหวัดยังไม่หมดนะเนี่ย จำได้ว่าดาพาไปที่ชะอำกินข้าวเที่ยงที่ชายทะเล และดาต้องติดต่อเรื่องงานเสร็จแล้วก็กลับเข้ากรุงเทพเลยไม่ได้พาเที่ยวอะไรมากที่นั่น อีกวันรุ่งขึ้นพาทัวร์พัทยา ดูทิฟานี่โชว์ สวนเสือศรีราชาและคราวนี้ถึงคราวลูกๆๆออกโรงทริบร่วมกันสี่คนแม่ลูกและแม็ท เสียดายที่ทริบนี้ลูกชายคนโตมาร่วมไม่ได้เนื่องจากลูกติดเรียน นั้นก็ไปกันแค่นี้เอง ทริบนี้ก็มีเรื่องเล่าอีก มารู้จักคำว่า "Just water" เนื่องจากเราเที่ยวทะเล ก็ต้องมีบ้างนะที่ต้องการถ่ายรูปคู่กับทะเล และคำว่า Pattaya เป็นที่ระลึก หลายๆคนก็คงจะทำอย่างนั้นกันเนอะ แต่ยกเว้นรายนี้คะ มีแม็ทคนเดียวเท่านั้น ดาก็เรียก แม็ท ยูมาตรงนี้สิ ดาจะถ่ายรูปให้ แม็ทรีบตอบว่า "Just water" จะถ่ายทำไมก็เหมือนที่บ้านเค้า หมายถึงอเมริกานะ ลูกๆๆขำกลิ้งเลย เออ..ถ้าคิดกันเหมือนกันหมดทุกคน สงสารทัวร์ขายไม่ออกแน่ Just water..............
ตายละทำไมถึงมีเรื่องเผาชายคนนี้อีกละเนี่ย..แม็ทได้ฉายาใหม่จากทริปนี้ นาย Monky Leg เนื่องจากขากลับ เราต้องขับรถผ่านบางแสน ดาเลยแวะพักทานข้าวที่ร้านอร่อยวังมุข ร้านโปรดของเรา ผ่านเมื่อต้องขอแวะทานทุกครั้ง อิ่มท้องอร่อยกันทุกคน ก็ได้เวลาพาทัวร์ต่อไหว้พระที่ศาลแม่กวนอิม ใครเคยแวะคงทราบแถวบริเวณนั้น จะมีลิง ออกหากิน ตามข้างถนน แม็ทพูดเองเลยว่า "ทำไมขาลิงเหมือนขาเค้า" ทำให้ลูกๆเรียกแม็ทว่า นาย Monky Leg ฮากันทั้งรถ แม็ทใจดีจังก็ไม่โกรษกลับชอบ หัวเราะกันลั่นรถเลย............
และก็มีเพื่อนจองตัวพาเที่ยว ต้อนรับแม็ทที่มาเที่ยวไทย พอดีพี่ชายเพื่อนนะมีโฮมเสตย์ที่อัมพวา เราเลยตกลงกันว่า ไปนอนค้างคืนและเที่ยวตลาดอัมพวากัน ทริปนี้มีสมาชิกมีลูกสาวอีกเช่นเคย ขาดลูกชายอีกแล้ว ลูกชายติดเรียนรด. และบ้านเพื่อน เรื่องเที่ยวตลาดอัมพวา คงไม่ต้องเล่ามั้ง คงจะจินตนากันออกว่า สนุกกันมากแบบไหน เราเดินกิน ซื้อทุกอย่างที่ผ่านหน้าของตลาดน้ำอัมพวา น่าตื่นเต้นกับช็อบของแฮนเมด แม็ทสนุกมากถ่ายทุกช็อตแหมกระทั่งหมาว่ายน้ำ (ฝรั่งไม่เคยเห็นมั้ง) ต่อด้วยล่องเรือชมหิ่งห้อย(อันนี้หน้าแตกมาก ไม่เจอหิ่งห้อยเลย เนื่องจากฟ้าสว่างมากเลยไม่เห็น) ทุกคนเหนื่อยก็กลับที่พักโฮมเสตย์ เช้ามีนัดใส่บาตรพระเช้า ที่พระเดินบิณฑบาตผ่านหน้าโฮมเสตย์ กิจกรรมอันนี้ ขอแนะนำเลยว่าดีมาก ช่วยสอนกิจกรรมนี้ให้ต่างชาติรู้จักกับวัฒนธรรมไทยบ้านเราด้วย ดาสอนวิธีการใส่บาตรที่ถูกต้องต้องถอดรองเท้าใส่บาตร ใส่บาตรด้วยข้าว กับข้าวและขนม ตามด้วยดอกไม้ จากนั้นเสร็จแล้วก็ให้กรวดน้ำแพร่เมตตา ดาอธิบายเราทำเพื่ออะไร(มาทราบภายหลังแม็ทชอบมาก แม็ทมาเล่าให้ทางมัมมี่และครอบครัวฟังหมด ภูมิใจมากกับวัฒนธรรมไทย)...ยังไม่จบทัวร์ที่นี่เลย มารู้จักคำว่า Eat on street เนื่องจากเราตะลอนทัวร์ทั้งวันก็มาถึงมื้อเย็นก่อนกลับเข้ากรุงเทพ เพื่อนอยากจะเลี้ยงอาหาร ดาบอกว่า เรากินอะไรดีๆๆ มาหลายอย่างแล้ว คราวนี้ อยากกินแบบติดดินบ้างละ เพื่อนบอกว่า นั้นเดี๋ยวจัดให้ พาคณะไปกินร้านข้าวต้มข้างทาง ร้านยังไม่โต๊ะกับเก้าอี้อะไรเลย เนื่องจากยังหัวค่ำตุ่ยๆๆ แจ้งจำนวนคนกิน แป็บเดียวทางร้านก็ลากโต๊ะ เก้าอี้ มากางกับข้างถนนให้ เท่านั้น แม็ทรีบสะกิด และถามว่า Can we eat on the street..Are you sure..Here is so hot!!! เท่านั้นละ ดาจัดให้ Sure!! We can eat here..Try on to eat!! ดาบอกเพื่อนว่า แม็ทถามว่าแน่ใจนะกินที่นี่ได้ เป็นงัยละ ฝรั่งไม่เคยกินข้างถนน สั่งอาหารอะไรมาก็หมดทุกจาน ทานไปพยักหน้าไป บอกว่า อร่อยหมด....เออละหนาอิ่มแล้ว ก็บายเพื่อนขับรถกลับเข้ากรุงเทพ......
ทริบทัวร์สุดท้ายก่อนส่งแม็ทกลับอเมริกา คราวนี้กินดินเนอร์ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ชมวิวสองฝั่งริมน้ำ คราวนี้มีสมาชิกเพิ่มอีกคนคือลูกชาย ลูกสาว แม็ทและดา ครบหน้าครบตากันซะที ทริบนี้ต้องเล่าความซ่าส์ของลูกสาวตัวเล็ก เนื่องแม็ทติดดื่มไวน์ ตัวเล็กเห็นแล้วอยากลอง หันมาบอกแม่เค้าอยากดื่มบ้างได้ไหม ดาตอบทันทีว่า ได้ ดาคิดว่าอยู่ในสายตาเราดีกว่า จะห้ามปรามอะไร ดาจัดการให้ตัวเล็กดื่ม เป็นงัยละคะ ตัวเล็กพุดอังกฤษเก่งขึ้นทันตา จากไม่กล้า ได้ไวน์แก้วเดียวเล่นพูดไม่หยุด จนพี่ๆแซวน้องกัน เป็นเรื่องฮา และแล้วก็จบทริบสามอาทิตย์ที่ไทยครั้งแรกของแม็ท......
มีข่าวดีก่อนกลับอเมริกา แม็ทบอกว่าเค้าพร้อมแล้วที่จะแต่งงานด้วย ให้ยื่นเรื่องขอวีซ่าคู่หมั้นได้เลยนะ แล้วแม็ทจะส่งเอกสารมาให้ทันทีที่ถึงอเมริกา..**v**

Monday, August 15, 2011

น้ำตาผู้ชาย

จำได้ว่า March 7,2009 เป็นวันที่เดินทางกลับไทย หลังจากที่ดาได้เลื่อนตั๋วกลับไทย ไปมาหลายรอบ เวลาดีกัน ดาก็เลื่อนตั๋วออก เวลางอนกัน ดาก็เลื่อนตั๋วเดินทางกลับไทยให้เร็วขึ้น เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตซะจริงเลย ในที่สุดแล้วตัวเองก็อยู่อเมริกาจนถึงวันสุดท้ายที่มีวีซ๋าท่องเที่ยวอยู่ 6 เดือนเต็ม ที่เรียนรู้และศึกษานิสัยซึ่งกันและกันมา ดีกันบ้าง สวิทกันบ้าง งอนกันบ้าง เดี๋ยวก็มาบอกว่าไม่กล้าคบกับเราบ้างเพราะกลัวโดนคนไทยหลอกเรื่องวีซ่า ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกที่อเมริกันทั่วไปจะได้ยินเรื่องนี้มาเสมอ เพื่อนบางคนเตือนให้เลิกบ้าง เพื่อนบางคนก็สนับสนุนให้คบกันต่อบ้าง แต่ระยะเวลาพิสูจน์คนได้ว่า ความจริงใจหญิงไทยก็มีดีได้เหมือนกัน ดาอยู่จนถึงวินาทีสุดท้ายที่มีสิทธิ์ที่จะยืน เหยียบประเทศอเมริกา แม็ท มัมมี่และแดดดี้ ขับรถไปส่งดาที่สนามบิน Philladelphia International Airport โดยที่ครอบครัวแม็ทให้ความกรุณาขับรถมาส่งที่สนามบิน ท่านทั้งสองบอกกล่าวลาและคำอวยพร โชคดีต่อการเดินทางกลับบ้านเมืองไทยและมีความสุขกับครอบครัวเราที่ไทย ดาก็บายแอนเซย์แท้งค์กิ้ว พร้อมกับเดินเพื่อเข้าช่องประตู แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันที่ดาได้เห็น แม็ทเดินตามและมองดาตลอดช่วงเวลาที่เราต้องเข้าด้านใน เหมือนในหนังยังงัยยังนั้น ดาหันหน้ากลับและยืนมองจนวินาทีสุดท้าย ดาเห็น น้ำตาผู้ชายที่ชื่อแม็ท เขาร้องไห้ ที่ต้องจากเรา และเห็นปากเขาพูดเสมอ I love you...I love you.....ใจเราพองโตมาก ณ.เวลานั้น

ย้อนอดีตวันเก่าๆๆ



วันว่างๆ หลังจากฟ้าฝนตกกระหน่ำมาสองวันติดต่อกัน เลยมีโอกาสมานั่งนึกถึงวันเก่าๆย้อนอดีตกับนัดเดทครั้งแรก ทริบไปทำบุญที่วัดมงคลเทพมุนี ดาได้เตรียมอาหารเตรียมใส่บาตร เนื่องจากเป็นพระใหญ่ และเป็นครั้งแรกของตัวเองเหมือนกันที่ได้มีโอกาสมาร่วมทำบุญที่วัดมงคลเทพมุนี จำได้ว่าถึงตอนเวลาใส่บาตรพระ ดาเรียกให้แม็ทมาร่วมใส่บาตรด้วยกัน โดยดาให้แม็ทจับทัพพี เราต้องจับมือบน (แอบมีเคล็ดนิดหน่อย โบราณว่ากันว่าหญิงจะได้มีอำนาจกว่า ถ้ามือจับทัพพีอยู่บนนะ) เป็นอะไรที่สนุกกันทั้งคู่ ดาก็ไม่ชินสถานที่ ใหม่ไปหมด ส่วนแม็ทเองก็ไม่เคยเข้าวัดไทยและเป็นครั้งแรกเหมือนกัน วัดไทยที่นี่มีอะไรหลายอย่าง ให้แปลกตาแปลกใจ เครื่องนุ่งห่มพระเองก็มีทั้งถุงเท้า เสื้อเหลืองแขนยาวใส่ ซึ่งช่วงนั้นเริ่มเข้าอากาศเย็นอีกแล้ว ดาชอบมากที่สุด อาหารไทยฟรีทุกซุ้ม ช่วงเวลานั้น อยากกินอาหารไทยส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวหมูแดง อร่อยมาก แถมได้ซื้อขนมอร่อยๆๆ จากที่วัดไทยด้วย ดาก็ไม่ลืมที่จะหอบหิ้ว ปลาร้าสับ น้ำพริกเผา และขนมอร่อยอีกหลายอย่างกลับบ้าน ...แถมมีเทคนิคเอาใจชายช่วงแรก แอบซื้อขนมไทยฝากมัมมี่แอนแดดี้ เรียกคะแนน...ได้ผลมากเลยละ ทำบุญวันเดียวก็ส่งผล ดามีเดทครั้งที่สองได้ โดยมัมมี้นำเสนอให้ลูกชายพาดาเที่ยว Longdham Garden ทริบนี้ ต้องบอกว่า ดีและสนุกมาก เนื่องจากบินคู่ ไม่ใช่บินหมู่คณะ เลยมีโอกาสที่ได้พูดคุยกันมากขึ้น เรียนรู้ที่จะรู้จักกันมากขึ้น ดาชอบแม็ทอยู่อย่างหนึ่ง คือ แม็ทให้เกรียรติดามาก ถึงแม้เป็นฝรั่งแท้ๆๆ ไม่กล้าที่จะทำอะไรรุ่มร่ามกับเราเลย จะจูงมือเดิน ต้องถามเสมอว่า May i hold your hand...May i help you...May i ... ทุกครั้ง ทำให้เราต้องมานั่งพิจารณาว่า เป็นธรรมเนียมฝรั่งหรือว่า เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวที่สุภาพ...เลยอยากจะศึกษานิสัยมากกว่าหลอกเป็นไกด์พาดาเที่ยว....ทำให้ตัวเองเปิดโอกาสเที่ยวทริปสาม สี่ ห้า ไปเรื่อยๆๆ.................
ที่ชอบมากก็มีอยู่ทริปหนึ่ง เล่นไอส์สเก็ตกลางแจ้ง Pennlanding เมื่อเข้าใกล้คริสมาสต์ หิมะตกหนัก ดามีโอกาสที่ยังอยู่อเมริกาต่อ เคยเห็นแต่ในทีวี เลยอยากมีโอกาสเห็นของจริงเป็นยังงัย เลยโม้แหลกแจกสะบัดว่าเล่นเป็น แม็ทใจดี พาดาเที่ยว จำได้ว่าวันนั้นดาหน้าแตกมาก เจอของจริงเข้าให้ เราสองคนก็ไปเช่ารองเท้าไอส์สเก็ตกัน ดาเดินเตาะแตะ เกาะข้างรั้ว เจอแม็ทเดินถอยหลังได้ วิ่งและเดินแบบคนเป็นนะ ไม่รู้จะบรรยายยังงัย แต่ทุกอย่างเราโม้ไป ดาทำไม่ได้เลยซะอย่าง เลยต้องย้ายสังขารมาข้างนอก แล้วกรอกใบสมัครเป็นตากล้องเก็บภาพทุกมุม สนุกกว่ากันเยอะเลย...วันเก่าๆๆที่ผ่านมา นึกถึงก็มีความรู้สึกที่ดีๆๆเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

อุบัติรัก Stop sign and Yellow Socks


เรื่องเก่านำมาเล่าใหม่ เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2008 ได้มีโอกาสเดินทางมาเที่ยวอเมริกาครั้งแรก ดาเองก็ได้มาพักอยู่กับพี่ท่านหนึ่งที่รู้จักกันที่ไทย ซึ่งพี่ก็เชิญมาเที่ยวและพักที่บ้านพี่เค้า วันเดินทางพี่ก็ขับรถไปรับเราถึงที่สนามบิน JFK (New York) ซึ่งตอนนั้นไม่รู้เลยบ้านพี่เค้าอยู่ไกลสนามบินมากเลย ขับรถไปรับเกือบสองชั่วโมงเต็ม วันเดินทางมาอเมริกาครั้งแรก มีอะไรก็ดูแปลกตา ตื่นเต้น สนุกสนานไปหมด แถมพี่สาวใจดีมาก เปิดห้องรับรองให้นอนพัก อาหารพร้อม แถมพาเที่ยว เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่พาไปเที่ยวเล่นคาสิโน ที่เมือง Aclantic City (New Jersy) พวกเราอยู่เล่นกันจนเกือบเย็น ได้เวลากลับบ้าน พี่ก็ถามว่าดาขับรถเป็นไหม สบายมากพี่หนูขับเป็น ดาดีใจมากที่ได้ขับรถ ความกล้าและท้าทายสูง โดยไม่ประเมินกฎหมายว่าเมืองนี้ ตำรวจเข้มมากขนาดไหน ขับมาจนเหลืออีกโค้งเดียวก็จะถึงบ้านแล้ว ก็ได้ยินเสียง หวอ หวอ ตามมาถึงตัวรถ ตกใจมากจริงๆ ว่าเราทำอะไรผิดหรือตำรวจขับตามมาประกบเลย ขาสั่นและตกใจมาก ต่อมาชายหนุ่มผมทองในเครื่องแบบ.. ขอดูใบอนุญาตขับขี่ คุณรู้ไหมว่าคุณทำอะไรผิด (ดาตอบแบบไม่ต้องคิดเลย) ไม่ทราบจริงๆๆคะ... คุณขับรถโดยไม่จอดที่สัญลักษณ์ Stop sign.. อ้าวแม่เจ้า จะรู้ไหมเนี่ย.. จอดคะแต่ไม่สนิท นั่นละคุณไม่จอด.. เอาใบสั่งไปและโปรดติดต่อไปชะรำเงินที่คร์อดด้วย สบายใจเลย 108$ เอง อเมริกาต้อนรับทัวร์วันแรก ใบสั่งซะอย่างนั้น พี่สาวใจดี ก็บอกว่า เค้ารู้จักบ้านฝรั่งข้างบ้านหลังหนึ่ง ลองแวะเข้าไปถามและขอคำแนะนำกันดีกว่า ว่าจะทำกันอย่างไรบ้าง เราสองคนไม่ต้องคิดนาน ขับรถไปจอดหน้าบ้านของฝรั่งข้างบ้าน กดกริ่ง ติ่งต๋อง มีผู้หญิงสูงวัยผมทองเปิดประตูให้ และชายหนุ่มสูงวัยก็เดินมาต้อนรับที่ประตู พร้อมกับกล่าวเชิญเข้าบ้านก่อน...ดาก็ยังติดธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ เข้าบ้านใครต้องถอดรองเท้า ทั้งๆที่ผู้ใหญ่ทั้งสองก็บอกแล้วว่าไม่ต้อง แต่ตัวเองก็รั้นที่จะถอดรองเท้า ก่อนเข้าบ้าน พอเข้านั่งที่ห้องรับแขก คุยกันและปรึกษาเรื่องใบสั่ง ดาก็สังเกตเห็นหนุ่มตาน้ำข้าวอีกคน แอบมองเราและยิ้มให้เสมอ ดาไม่ได้คุยอะไรเลย นอกจากยิ้มสยามกลับให้เท่านั้น เนื่องจากเราต้องคุยและขอคำแนะนำจากผู้สูงวัยทั้งคู่  จากนั้นเราก็บายกัน บ้านใครบ้านมัน อย่าเพิ่งสงสัยนะคะ ที่มา Yellow sock มาจากไหน มาทราบภายหลังว่าเจอหนุ่มแอบมองเราที่ใส่ถุงเท้าเหลือง และตกหลุมรัก (บ้าไหมมาสารภาพที่ชอบเราและตามจีบเราเพราะถุงเท้าเหลือง ก็วันขอเดทครั้งแรก จริงๆนะโกรษนะเนี่ย)  ขอกลับมาต่อเรื่องราว หลังจากนั้น อีกสักสัปดาห์ ก็มีโทรศัพท์โทรมาหา ใครก็ไม่รู้จัก เราเองฟังก็ไม่รู้เรื่อง ดายังมีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษทางโทรศัพท์ฟังยากจริงๆ บอกว่าคุยไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องโทรมาหรอก มาทราบภายหลังว่า หนุ่มตาน้ำข้าวแอบไปขอเบอร์เราจากพี่คนไทยอีกท่านหนึ่ง พี่เค้าก็เชียร์ให้คุย หลอกให้พาเที่ยวอเมริกา ในช่วงที่เราเที่ยวอยู่ที่นี่งัย ดีเหมือนกัน มีคนขับรถให้ฟรีด้วย จัดการทริปแรก ทำบุญวันเข้าพรรษาที่วัดไทย มงคลเทพมุนี

Stock Photography - feet in yellow 
socks. fotosearch 
- search stock 
photos, pictures, 
wall murals, images, 
and photo clipart
My photo
ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ ยังมีโมหะ โทสะ โลภ โกรธและหลง เหมือนกับคนอื่นๆ แต่ทุกลมหายใจ ณ.เวลานี้ มีแต่วันนี้และพรุ่งนี้ คิดดี ทำดี และเป็นกัลยาณมิตรที่ดี สร้างกุศลให้ลูกหลาน